ก้าวสู่โรงงานในฝัน SMART FACTORY ด้วย IOT

SmartFactory

Smart Factory หรือการนำเทคโนโลยีเข้ามาทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมในประเทศไทยกำลังเติบโต โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบ Automation และ IoT (Internet of Thing) ซึ่งมีอัตราการสั่งซื้อจากต่างประเทศที่สูงขึ้น  ไม่ว่าจะอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์  ต่างก้าวไปในทิศทางเดียวกันคือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงโรงงานอุตสาหกรรมให้เป็นโรงงานอัฉริยะ หรือ Smart factory นั้น สามารถช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุน และลดความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นในการผลิตชิ้นงานในโรงงานอุตสาหกรรมได้ ในบทความนี้เราจะมาเล่าถึงความแตกต่างของ Smart factory และกระบวนการ “กว่าจะมาเป็นโรงงานอัฉริยะ” มีขั้นตอนกระบวนการอย่างไร 

ทำความเข้าใจ Smart Factory คืออะไร ?

“Smart Factory” คือการนำเอาเทคโนโลยี IoT (Internet of Thing) และปัญญาประดิษฐ์ (AI)  เข้ามาช่วยให้ระบบการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมมีความสะดวกมากขึ้น เพิ่มการทำงานให้เป็นระบบอัตโนมัติ (Automation) และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในชิ้นงานการผลิตให้มีคุณภาพ ทั้งในด้านการตรวจวัด การเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์แบบ Real Time รวมไปถึงการสั่งการควบคุมการใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อลดการใช้ทรัพยากรมนุษย์ ลดความผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ (Human Error)

ความแตกต่างระหว่าง Factory vs. Smart Factory 

เราสามารถขยายความความแตกต่างระหว่างโรงงานทั่วๆ ไปและโรงงานระบบอัจฉริยะว่ามีความต่างกันอย่างไร และเหตุผลว่าทำไมจึงให้ต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาสู่โรงงานระบบอัจฉริยะ

  1. ลดจำนวนแรงงาน แต่กำลังการผลิตไม่ลดลง ในกระบวนที่ทำซ้ำไปซ้ำมา และการนำระบบอัตโนมัติเข้าไปยังช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์อีกด้วย
  2. สามารถสร้างกำไรได้ในระยาว ถึงแม้การลงทุนในระบบอัตโนมัติจะใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง ทั้งในการจัดซื้ออุปกรณ์ การบำรุงรักษา แต่หากเทียบกับการใช้แรงงานมนุษย์ในการคุมเครื่องจักรแล้ว การใช้ระบบอัตโนมัติมีความทนทาน ทำให้ผลิตชิ้นงานได้มากกว่า 
  3. เวลาการผลิตลดลง เพราะเครื่องจักรสามารถเพิ่มความเร็วในการทำงานได้ และยังมีชั่วโมงในการทำงานยาวนานกว่ามนุษย์ค่อนข้างมาก
  4. สามารถรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเพื่อวิเคราะห์การทำงาน โรงงานอัจฉริยะสามารถรวบรวมข้อมูล (Data) และนำมาใช้ร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถมองเห็นข้อมูลเชิงลึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานได้  ข้อมูลที่ได้มีส่วนช่วยเป็นอย่างมากต่อการคำนวณแผนการผลิต โดยสามารถนำมาคิดคำนวณเพื่อมองหาแนวทางในการลดต้นทุน หรือปรับเปลี่ยนเพื่อร่นระยะเวลาการทำงานลงได้
  5. ช่วยลดโอกาสในการผิดพลาด ที่เกิดจากการบาดเจ็บเพราะเครื่องจักร Smart Factory นั้นเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และวางแผนการทำงานภายในโรงงานให้ออกมาเป็นรูปแบบอัตโนมัติ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดได้อย่างแม่นยำ

ดังนั้นสิ่งที่ทำให้ Smart Factory แตกต่างจากโรงงานทั่วๆไปนั่นก็คือ การทำให้นวัตกรรมและเทคโนโลยี “ทำงานร่วมกัน” เพื่อผลักดันขีดความสามารถให้โรงงานเหล่านั้นสูงขึ้น

เมื่อเข้าใจความหมายและความแตกต่างของ Smart Factory แล้ว คอนเทนต์ต่อไป เราจะมาพูดคุยกันถึงกระบวนการการทำงาน ว่ากว่าจะมาเป็น “Smart Factory” ต้องมีองค์ประกอบด้านใดบ้าง และจะมีวิธีการวางแผนการทำงานอย่างไร

องค์ประกอบที่สำคัญในการวางระบบ Smart Factory

การทำงานของ Smart Factory ในแต่ละโรงงานจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ซึ่งสามารถสรุประบบการทำงานได้ดังนี้

  1. Prediction การคาดการณ์  การคาดการณ์การผลิตล่วงหน้าโดยการประเมินจากข้อมูลที่มี รวมถึงออเดอร์จากลูกค้า ซึ่งคำสั่งซื้อทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ในระบบเพื่อนำมาประเมินในภายหลัง โดยข้อมูลจะอ้างอิงจากซอฟท์แวร์การจัดการหรือระบบประเภท MRP หรือ ERP เพื่อเพิ่มความแม่นยำ และความรวดเร็วในการจัดการ
  2. Planning & Scheduling การวางแผนและการกำหนดการทำงาน โดยอ้างอิงจากข้อมูลข้างต้น ว่าเราจะต้องวางแผนการผลิตทั้งหมดเท่าไหร่ถึงจะพอดีกับความต้องการของลูกค้า
  3. Analytic การวิเคราะห์คิดคำนวณ การวิเคราะห์การจัดการผลิตจากการวางแผนการผลิตนั้น จะผลิตอย่างไรด้วยเครื่องจักรประมาณไหน กำลังคนเท่าไหร่จึงจะคุ้มค่ามากที่สุด
  4. Execution การปฏิบัติงาน ด้วยอุปกรณ์ที่มีการติดตั้งระบบ IoT จะช่วยให้เราสามารถติดตามข้อมูลการผลิตทุกอย่างได้ และดำเนินการผลิตด้วยระบบ Automation ที่มนุษย์ไม่จำเป็นต้องลงไปทำงานด้วยตัวเอง เป็นแค่เพียงผู้สั่งการและผู้ตรวจสอบงานเท่านั้น

แนะนำสำหรับผู้ที่สนใจอยากเสริมทักษะ ให้มีความรู้ด้านการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการวางระบบ ก้าวสู่ Smart Factory เราขอแนะนำหลักสูตร  Digital Manufacturing & IoT Program  ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นการค้นหาปัญหา การวางเเผน การเเก้ปัญหาโดยหลักการ Lean Manufacturing ผสมผสานกับการวางระบบ IoT สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เพื่อการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นอกจากนี้ทางสถาบันเทคโนโลยีการผลิตสุมิพลยังมี หลักสูตร Up-skill, Re-skill การผลิตสาขาต่างๆ ตรงความ ต้องการของภาคอุตสาหกรรมในยุค 4.0

สรุป

Smart Factory หรือโรงงานอัจฉริยะ ไม่ใช่เพียงการนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Automation) มาทำงานในโรงงานเท่านั้น ยังรวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งคือ IoT หรือ Internet of Thing ที่เป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมทุกสิ่งทุกอย่างในโรงงานเข้าสู่ใจกลางอีกด้วย ทำให้ไม่ว่าจะผู้บริหาร ผู้จัดการ ไปจนถึงพนักงาน สามารถรับรู้สิ่งที่เครื่องจักร กำลังปฏิบัติงานได้ทันที รวมถึงเห็น Flow การทำงานทั้งหมด ว่ามีความลื่นไหล หรือติดขัดในขั้นตอนใด  แต่ท้ายที่สุด การวางระบบ IoT นั้น ต้องมีการศึกษาและตรวจสอบความต้องการของโรงงานของคุณเอง เพื่อให้ได้อุปกรณ์ที่ตรงตามความต้องการ และสามารถนำไปแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในโรงงานได้จริง และก้าวเข้าสู่ Smart Factory ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Scroll to Top